วันศุกร์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2557

5 ทิศทางของเทคโนโลยีในอนาคต

IEEE Computer Society ซึ่งเป็นกลุ่มความร่วมมือด้าน IT และคอมพิวเตอร์ระดับโลก ได้คาดการณ์ถึงทิศทางของ โลกคอมพิวเตอร์ในอนาคตไว้ โดยมีทิศทางของเทคโนโลยี 5 ด้านที่ควรจับตามอง ดังนี้


1. Internet of Things (IoT) จะมีความเป็นจริงมากยิ่งขึ้น   
  
Internet of Things (IoT) คือ เทคโนโลยีอินเตอร์เน็ตที่เชื่อมอุปกรณ์และ เครื่องมือต่างๆ เช่น โทรศัพท์มือถือ รถยนต์ ตู้เย็น โทรทัศน์ และอื่นๆ เข้าไว้ด้วยกัน โดยเครื่องมือต่างๆ จะสามารถเชื่อมโยงและสื่อสารกันได้โดยผ่านระบบอินเตอร์เน็ต จากการคาดการณ์ ในปีค.ศ. 2020 สิ่งต่างๆ กว่าแสนล้านชิ้นจะสามารถเชื่อมต่อ กันได้ด้วยระบบ IoT ผู้บริโภคทั่วไปจะเริ่มคุ้นเคยกับเทคโนโลยีที่ทำให้พวกเขา สามารถควบคุมสิ่งของต่างๆ ทั้งจากในบ้าน และสำนักงานหรือจากที่ไหนก็ได้ เช่น การควบคุมอุณหภูมิภายในบ้าน การเปิดปิดไฟ ไปจนถึงการสั่งให้เครื่องทำกาแฟ เริ่มต้มกาแฟ แต่อย่างไรก็ตาม ยังมีเทคโนโลยีอื่นๆ ที่จำเป็นจะต้องถูกพัฒนาก่อนที่ IoT จะเป็นความจริงขึ้นมา เช่น ระบบตรวจจับต่างๆ (censors) รูปแบบการ เชื่อมต่อระหว่างอุปกรณ์ และระบบที่ฝังตัวอยู่ในคอมพิวเตอร์ แต่ขณะนี้ บริษัทใหญ่ๆ อย่าง Microsoft และ Cisco ก็หันมาให้ความสนใจกับเทคโนโลยีนี้ และในปี 2013 เทคโนโลยี IoT จะถูกพูดถึงกันมากขึ้น และจะมีการทำวิจัยและ พัฒนาเพื่อทำให้ IoT สามารถนำมาใช้ได้จริงมากขึ้น
2. การใช้ภาพและเทคโนโลยีในการวิเคราะห์ข้อมูลช่วยให้มนุษย์รับมือกับความท้าทายของยุค Big Data
ยุคของข้อมูลข่าวสารในปัจจุบัน มนุษย์สามารสร้างและเก็บรวบรวมข้อมูลได้ จำนวนมหาศาล และสามารถนำไปใช้ได้ในหลากหลายวงการ เช่น วงการธุรกิจ การแพทย์ ความปลอดภัยของชาติ และการจัดการหายนะต่างๆ ซึ่งล้วนแต่เป็น ประโยชน์ต่อมนุษยชาติ แต่ปัญหาต่อไปคือ ข้อมูลเหล่านั้นมีจำนวนมากขึ้นๆ และล้าสมัยเร็วขึ้น หน่วยงานรัฐบาลและบริษัทใหญ่ๆ กำลังให้ความสำคัญกับ การวิจัยเพื่อหาวิธีการรับมือกับปัญหาดังกล่าว เทคโนโลยีการวิเคราะห์ Big Data และการทำข้อมูลให้เป็นภาพเป็นวิธีการหนึ่งที่มีประสิทธิภาพที่ไม่เพียงแต่ช่วยใน การนำเสนอข้อมูลจำนวนมากๆ ให้สามารถเข้าใจได้ง่ายแล้ว ยังช่วยผลักดันให้เกิด การวิเคราะห์ที่ซับซ้อนได้ 

3. Hybrid Clouds และ Personal Clouds  


  

เทคโนโลยี Cloud computing จะเป็นที่นิยมมากขึ้น โดยองค์กรและ บริษัทต่างๆ จะใช้ Hybrid clouds หรือเทคโนโลยี Cloud ที่ผสมผสานระหว่าง Public cloud กับ private cloud ส่วนผู้บริโภคก็จะใช้ personal clouds การจัดการและมาตรฐานของระบบ Cloud จะมีการพัฒนามากขึ้น และยังเป็นที่ ต้องการอย่างต่อเนื่องเพื่อวัตถุประสงค์การลดการใช้พลังงาน



4. สงครามการควบคุมตรวจสอบบนระบบอินเตอร์เน็ตจะเพิ่มความเข้มข้นมากขึ้น

อินเตอร์เน็ตจะกลายเป็นสนามรบของการควบคุมทางเทคนิค สังคมและการเมือง โดยในปี 2013 สงครามนี้จะคงดำเนินต่อไป โดยมีสองขั้ว ระหว่างการควบคุมตรวจสอบบนโลกอินเตอร์เน็ตกับการพัฒนาเพื่อเสรีภาพและความเป็นส่วนตัวบนโลกออนไลน์ โดยในปีนี้ความเคลื่อนไหวเพื่อการควบคุมตรวจสอบที่เห็นได้ชัดเจนคือ ความพยายามเริ่มใช้กฎหมาย Online Piracy Act (SOPA) และ Protect IP Act (PIPA) แต่ก็ไม่สำเร็จผลเนื่องจากเว็บไซต์ Wikipedia, Reddit และเว็บไซต์อื่นๆ ที่เน้นการแบ่งปันข้อมูล ออกมาคัดค้าน แต่ความคัดแย้งนี้จะคุขึ้นมาอีกครั้งในปี 2013 เนื่องจากสหภาพ International Telecommunication Union ของ United Nation (UN) กำลังพิจารณาคำขอในการเพิ่มการควบคุมบนอินเตอร์เน็ตที่ยื่นโดยประเทศรัสเซีย สาธารณะรัฐประชาชนจีน ประเทศทาจิกิสถาน และประเทศอุซเบกิสถาน โดยประเทศเหล่านี้ได้ยื่นขอเสนอแก่ UN General Assembly ให้พิจารณากฏ “International Code of Conduct for Information Security” ซึ่งเป็นกฏเกณฑ์ระหว่างประเทศในการจัดการความปลอดภัยทางข้อมูล เพื่อให้รัฐบาลของประเทศต่างๆ มีการวางมาตรฐานและกฏเกณฑ์ควบคุมพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลข่าวสารและ Cyberspace ซึ่งเป็นที่กังวลอยู่ในหลายๆ ประเทศ ข้อเสนอบางข้อ ขอใหยกเลิกการเก็บข้อมูลส่วนบุคคลให้เป็นความลับ (anonymization) อีกด้วย

5. นักวิจัยและบริษัทต่างๆจะพยายามพัฒนาเครื่องมือและวิธีการที่จะเพิ่มอำนาจให้แก่ระบบคอมพิวเตอร์ที่มีหลายหน่วยประมวลผล (Mulitcore computing)

ระบบประมวลผลในยุคปัจจุบันจะทำงานไปพร้อมๆ กันหลายๆ ระบบ ดังนั้นการเรียนรู้และเตรียมความพร้อมที่จะใช้งานเทคโนโลยี ที่มีหลายหน่วยประมวลผลจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง โดยในปัจจุบันเครื่องจักรต่างๆ กำลังถูกพัฒนาให้มีหน่วยประมวลผลมากขึ้น ซึ่งอาจจะมีมากถึง 10,000 หน่วย ด้วยความใหม่และความซับซ้อนของเทคโนโลยีที่มีหลายหน่วยประมวลผลทำให้นักพัฒนาและ สถาปนิกคอมพิวเตอร์ต้องเร่งศึกษา ในปี 2013 นักวิจัยจะมุ่งเน้นในการพัฒนา Share memory หรือเทคนิคการสื่อสาร ข้อมูลในกระบวนการที่มีหลายๆ ระบบเข้ามาใช้หน่วยความจำเดียวกันให้อยู่ในชั้นของแผ่นไมโครชิป ซึ่งจะช่วยเพิ่มอำนาจในการ ทำงานให้ แก่ทั้งผู้บริโภคทั่วไปและองค์กรต่างๆ 

อ้างอิง : http://www.ostc.thaiembdc.org/test2012/stnews_Jan13_6

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น